Professional Reference Center

เอกสารที่เกี่ยวกับวิชาชีพ

ศูนย์รวมเอกสารอ้างอิงด้านสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ จัดหมวดหมู่ให้ค้นหา อ่าน และดาวน์โหลดได้อย่างเป็นระบบ

เอกสารทั้งหมด

4

ยอดอ่านรวม

5

อัปเดตล่าสุด

29 พ.ค.

Laws

กฎหมาย

กฎหมายหลัก พระราชบัญญัติ และกรอบทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพและสถานพยาบาล

0 รายการ

ไม่พบเอกสารในหมวดนี้

ลองเปลี่ยนคำค้นหาหรือการเรียงลำดับอีกครั้ง

Requirements

ข้อกำหนด

ข้อบังคับ จรรยาบรรณ เงื่อนไข และมาตรฐานที่ใช้กำกับการประกอบวิชาชีพ

0 รายการ

ไม่พบเอกสารในหมวดนี้

ลองเปลี่ยนคำค้นหาหรือการเรียงลำดับอีกครั้ง

Announcements

ประกาศ

ประกาศ แนวปฏิบัติ และข่าวสารทางระเบียบที่ต้องติดตามเป็นระยะ

0 รายการ

ไม่พบเอกสารในหมวดนี้

ลองเปลี่ยนคำค้นหาหรือการเรียงลำดับอีกครั้ง

Manuals

คู่มือ

คู่มือ แนวทางการปฏิบัติงาน และเอกสารอธิบายขั้นตอนสำหรับการใช้งานจริง

3 รายการ
01

คู่มือวินิจฉัยความพิการ พ.ศ. 2568

พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 มาตรา 4 ได้กำหนดนิยาม "คนพิการ" ประกอบกับประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคม
และความมั่นคงของมนุษย์เรื่อง ประเภทและหลักเกณฑ์ความพิการ พ.ศ. 2568 แบ่งประเภทของความพิการออกเป็น 7 ประเภท ประกอบด้วย ความพิการทางการเห็น ความพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมายความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย ความพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม ความพิการทางสติปัญญาความพิการทางการเรียนรู้ และความพิการออทิสติก ทั้งนี้ ในประกาศฯ ฉบับดังกล่าว ได้ระบุให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเป็นผู้ตรวจวินิจฉัยและออกเอกสารรับรองความพิการ เพื่อประกอบคำขอมีบัตรประจำตัวคนพิการ ตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.ศ. 2550และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 การออกเอกสารรับรองความพิการจึงเป็นประตูบานแรกของคนพิการในการเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ เช่น สิทธิทางการแพทย์ การศึกษา การประกอบอาชีพหรือมีงานทำ รวมถึงสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จากสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ ตลอดจนสวัสดิการและความช่วยเหลืออื่นกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ร่วมกับ สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แพทยสภา และราชวิทยาลัยแพทย์ที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดทำ "คู่มือการการวินิจฉัยและตรวจประเมินความพิการ ตามประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เรื่อง ประเภทและหลักเกณฑ์ความพิการ พ.ศ. 2568" ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้แพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ และผู้เกี่ยวข้อง มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถตรวจประเมินและวินิจฉัยความพิการได้อย่างถูกต้องเป็นไปในแนวทางเดียวกัน เพื่อให้คนพิการสามารถนำเอกสารรับรองความพิการไปเป็นหลักฐานประกอบการขอมีบัตรประจำตัวคนพิการ และขึ้นทะเบียนคนพิการ อันจะทำให้คนพิการได้เข้าถึงสิทธิประโยชน์และสวัสดิการด้านต่าง ๆ ต่อไป
28 พฤษภาคม 2569
อ่าน 1 ครั้งดาวน์โหลด 0 ครั้ง
02

มาตรฐานการปฏิบัติงานการบริการผู้ป่วยคลินิกสังคมสงเคราะห์

วัตถุประสงค์ของคู่มือ

1. เพื่อเป็นคู่มือในการปฏิบัติงานคลินิกสังคมสงเคราะห์และสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข

2. เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารการจัดบริการคลินิกสังคมสงเคราะห์และงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข

3. เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับทีมสหวิชาชีพที่ปฏิบัติงานร่วมกับนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข

25 พฤษภาคม 2569
อ่าน 2 ครั้งดาวน์โหลด 1 ครั้ง
03

เครื่องมือการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์

เครื่องมือการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ 
1. เครื่องมือการทำงานกับผู้ป่วยระดับเบื้องต้น
1.1 เครื่องมือประเมิน วินิจฉัย และจัดการทางสังคม
(Social Diagnosis and Management Assessment) S.D.M.M.A.
1.2 คู่มือการใช้เครื่องมือประเมิน วินิจฉัย และจัดการทางสังคม (5.M.A)
2. เครื่องมือการทำงานกับผู้ป่วยระดับเชิงลึก
2.1 เครื่องมือประเมินความพร้อมของครอบครัว
(Family Assessment :F.A.)
2.2 คู่มือการใช้เครื่องมือประเมินความพร้อมของครอบครัว
2.3 เครื่องมือแบประเมินทักษะพื้นฐานในการทำงานและทักษะการปรับตัวทางตัวทางสังคม
(Social skill Assessment : S.S.A.)
2.4 คู่มือการใช้เครื่องมือประเมินทักษะพื้นฐานในการทำงานและทักษะการปรับตัวทางสังคม
2.5 เครื่องมือประเมินการดูแลสุขภาพจิตตนเอง
(Mental Self Care Assessment: M.S.C.A.)
2.6 คู่มือการใช้เครื่องมือการประเมินการดูแลขภาพจิตตนเอง
3. เอกสารการรับรองมาตรฐานและเครื่องมือการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์
3.1 คณะทำงานพิจารณามาตรฐานและเครื่องมือการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์
3.2 การประเมินมาตราฐานงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์
3.3 เครื่องมือการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์
3.4 สรุปการรับรองมาตรฐานและเครื่องมือการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์
25 พฤษภาคม 2569
อ่าน 2 ครั้งดาวน์โหลด 2 ครั้ง

Other References

อื่นๆ

เอกสารอ้างอิงอื่นที่เกี่ยวข้องกับงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์

1 รายการ
01

2020 Critical hospital social work practice

สรุปประเด็นสำคัญจากหนังสือ **"Critical Hospital Social Work Practice"** โดย Daniel Burrows สามารถแบ่งออกเป็นหัวข้อหลักๆ ได้ดังนี้
## 1. บริบทและบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในโรงพยาบาล (Hospital Social Worker)
 * **เป็นตัวเชื่อมต่อสำคัญ:** ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างระบบบริการสุขภาพ (เช่น NHS ในสหราชอาณาจักร) กับการจัดหาบริการดูแลทางสังคม (Social Care) ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
 * **ภารกิจหลักคือการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วย (Discharge Planning):** ทำงานเชิงรุกในการประเมินและจัดหาบริการรองรับผู้ป่วย โดยเฉพาะ**กลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะโรคซับซ้อน** (เช่น สมองเสื่อม หรือสมรรถภาพร่างกายถดถอย) เพื่อให้สามารถออกจากโรงพยาบาลไปอยู่บ้านหรือสถานดูแลได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็วที่สุด
 * **เผชิญแรงกดดันสูง:** ต้องทำงานแข่งกับเวลาภายใต้แรงกดดันจากแพทย์ ผู้บริหารโรงพยาบาล และระบบจัดการ "การไหลเวียนของผู้ป่วย" (Patient Flow) ที่ต้องการเตียงคืนโดยเร็ว
## 2. ความขัดแย้งเชิงวัฒนธรรมองค์กร: "การรักษา" ปะทะ "การดูแล"
 * **โรงพยาบาลเน้นการรักษาให้หาย (Cure):** วัฒนธรรมของแพทย์และพยาบาลมักให้คุณค่ากับการรักษาโรคเฉพาะทางและการจัดการความเสี่ยงทางกายภาพ ทำให้มองการนอนเตียงนานๆ ของผู้ป่วยที่รักษาเสร็จแล้วแต่ยังกลับบ้านไม่ได้ว่าเป็นอุปสรรค หรือที่เรียกว่าภาวะ **"เตียงติดขัด" (Bed Blocking)**
 * **นักสังคมสงเคราะห์เน้นการดูแลแบบองค์รวม (Care):** ให้ความสำคัญกับมิติจิตสังคม อารมณ์ และความพร้อมของครอบครัว/ผู้ดูแล ซึ่งกระบวนการที่ละเอียดอ่อนนี้มักต้องใช้เวลา ทำให้เกิดความตึงเครียดและช่องว่างในการทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์
## 3. ความท้าทายในยุค "สังคมสมัยใหม่แบบไหลเวียน" (Liquid Modernity) และความเปราะบาง
 * **ความไม่แน่นอนในวัยผู้สูงอายุขั้นปลาย (Fourth Age):** วัยนี้ไม่ได้เผชิญแค่ความเสื่อมถอยของร่างกาย แต่ยังต้องเจอภาวะ "ความเปราะบางอย่างไม่มั่นคง" (Precarity) ความโดดเดี่ยว และการถูกมองว่าเป็นภาระของสังคม
 * **ผลกระทบจากลัทธิเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism):** นโยบายรัฐพยายามลดงบประมาณและผลักภาระให้เป็นความรับผิดชอบของปัจเจกบุคคลหรือครอบครัว (เช่น ระบบ Personalisation ในอังกฤษที่ให้งบประมาณไปบริหารเอง) ซึ่งกลายเป็นภาระที่หนักหนาสำหรับผู้สูงอายุที่สมรรถภาพทางสมองลดลง
## 4. วิวัฒนาการและการลดทอนคุณค่าวิชาชีพในสหราชอาณาจักร
 * **จากอดีตที่รุ่งเรือง:** วิชาชีพนี้เริ่มต้นจาก "Lady Almoners" ในปี 1895 และเคยเป็นกลุ่มแรกๆ ที่พยายามยกระดับสู่สากล มีบทบาทกว้างขวางทั้งการบำบัด ให้คำปรึกษา และร่วมสอนนักศึกษาแพทย์
 * **สู่การเป็นนักบริหารจัดการผู้ป่วย (Care Managers):** กฎหมาย NHS and Community Care Act 1990 ได้เปลี่ยนบทบาทนักสังคมสงเคราะห์ในอังกฤษให้กลายเป็นเพียง "ผู้ประเมินสิทธิ์และจัดหาบริการ" (Care Management) ซึ่งเน้นงานเอกสารและการควบคุมงบประมาณ จนถูกวิจารณ์ว่าเป็นการทำลายมิติด้านการบำบัดทางจิตสังคม (Therapeutic role) และลดทอนความเป็นวิชาชีพลง
## 5. เปรียบเทียบบทบาทในต่างประเทศ และข้อพิสูจน์ความคุ้มค่า
 * **บทบาทที่หลากหลายกว่าในต่างแดน:** ในสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย หรือเยอรมนี นักสังคมสงเคราะห์ในโรงพยาบาลยังคงมีบทบาทในการทำจิตบำบัด (เช่น CBT), การสัมภาษณ์สร้างแรงจูงใจ (Motivational Interviewing), การให้คำปรึกษาในแผนกฉุกเฉิน หรือศูนย์มะเร็ง
 * **ช่วยลดค่าใช้จ่ายทางสาธารณสุขได้จริง:** ผลการศึกษาในสหรัฐฯ (เช่น โมเดล PACT ของโรงพยาบาล Mt Sinai) ชี้ชัดว่า การประเมินและดูแลผู้ป่วยเชิงลึกโดยนักสังคมสงเคราะห์ ช่วยลดอัตราการกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำภายใน 30 วัน ได้ถึง 30-34% ซึ่งช่วยประหยัดงบประมาณของโรงพยาบาลได้มหาศาล
> **บทสรุปสะท้อนคิด:** หนังสือเล่มนี้พยายามชี้ให้เห็นว่า แม้บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในโรงพยาบาลจะถูกลดทอนให้เหลือเพียงฟันเฟืองในการระบายผู้ป่วยออกจากเตียง แต่ในความเป็นจริงแล้ว วิชาชีพนี้มีศักยภาพและองค์ความรู้แบบ "องค์รวม" (Holistic) ที่สามารถขับเคลื่อนงานเชิงรักษาสิทธิ์ บำบัดจิตใจ และสร้างระบบสุขภาพที่ยั่งยืนได้ หากได้รับการยอมรับและเปิดโอกาสให้ทำหน้าที่มากกว่างานบริหารจัดการเชิงระบบ

29 พฤษภาคม 2569
อ่าน 0 ครั้งดาวน์โหลด 0 ครั้ง