
9 สิงหาคม 2569
🌈แนวทางการดูแลเด็กและบุคลากรหลังเหตุการณ์ความรุนแรงในโรงเรียน
ขนาดตัวอักษร
ปกติ
🌈แนวทางการดูแลเด็กและบุคลากรหลังเหตุการณ์ความรุนแรงในโรงเรียน
จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี สมาคมนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ไทยขอร่วมแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย และขอส่งกำลังใจไปยังนักเรียน ครู บุคลากร ตลอดจนทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ 💐
แม้ว่าจะมีหลายภาคส่วนได้ร่วมแบ่งปันแนวทางการดูแลและการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบแล้ว แต่ในฐานะนักวิชาการด้านสังคมสงเคราะห์และนักสังคมสงเคราะห์ที่สนใจทำงานในประเด็นด้านการดูแลบาดแผลทางใจ (Trauma-informed care) ดิฉันขอเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งปันแนวทางเบื้องต้นในการดูแลผู้ได้รับผลกระทบ โดยอาศัยหลักการ Trauma-Informed Care (การดูแลที่ตระหนักรู้และเข้าใจผลกระทบของบาดแผลทางใจ) และ Psychological First Aid: PFA (การปฐมพยาบาลทางใจ) ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลสำหรับการดูแลผู้ประสบเหตุการณ์วิกฤต
🩵หัวใจสำคัญของทั้งสองแนวทาง คือ การทำให้ผู้ประสบเหตุรู้สึกปลอดภัย ได้รับการรับฟังโดยไม่ตัดสิน และได้รับการช่วยเหลืออย่างเหมาะสม โดยไม่เร่งรัดให้เล่าประสบการณ์ที่ยังไม่พร้อมเปิดเผย
🌈สิ่งที่ผู้ปกครอง ครู และคนรอบตัวสามารถทำได้
🤍 อยู่เคียงข้าง รับฟัง และไม่เร่งให้เล่าเหตุการณ์การรับฟังด้วยความสงบ อ่อนโยน และเคารพจังหวะของเด็ก เป็นการช่วยเหลือที่สำคัญที่สุด เด็กไม่จำเป็นต้องเล่ารายละเอียดของเหตุการณ์ซ้ำ ๆ เพราะการเล่าซ้ำโดยยังไม่พร้อม อาจทำให้ความทุกข์เพิ่มขึ้นได้
🤍 เข้าใจว่าปฏิกิริยาหลังเหตุการณ์เป็นเรื่องปกติเด็กอาจนอนไม่หลับ ฝันร้าย ตกใจง่าย ไม่อยากไปโรงเรียน เกาะติดผู้ปกครอง หรือมีอารมณ์เปลี่ยนแปลง สิ่งเหล่านี้เป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติของสมองและระบบประสาทที่กำลังพยายามปรับตัวหลังเผชิญเหตุการณ์ที่รุนแรง ไม่ใช่ความอ่อนแอของเด็ก
🤍 ช่วยลดการกระตุ้นให้ระลึกถึงเหตุการณ์หลีกเลี่ยงการเปิดข่าว คลิป หรือภาพเหตุการณ์ซ้ำ ๆ รวมทั้งการพูดคุยรายละเอียดของเหตุการณ์ต่อหน้าเด็ก เพราะการได้รับสิ่งกระตุ้นซ้ำอาจทำให้บาดแผลทางใจดำรงอยู่ยาวนานขึ้น
🤍 ฟื้นคืนความรู้สึกปลอดภัยผ่านกิจวัตรประจำวันการรับประทานอาหารตรงเวลา การนอนหลับ การทำกิจกรรมที่คุ้นเคย และการมีผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจอยู่ใกล้ ๆ จะช่วยให้สมองและระบบประสาทของเด็กค่อย ๆ กลับเข้าสู่ภาวะสมดุลและรู้สึกปลอดภัยอีกครั้ง
🤍 เชื่อมโยงกับความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น (Link)หากเด็กยังมีอาการหวาดกลัวอย่างรุนแรง ย้อนนึกถึงเหตุการณ์ซ้ำ ๆ จนกระทบการใช้ชีวิต แยกตัวจากผู้อื่น หรือพูดถึงการทำร้ายตนเอง ควรรีบพาไปพบนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เพื่อรับการดูแลที่เหมาะสม
🌈สำหรับครูและบุคลากรในโรงเรียน
🤍ครูและบุคลากรเองก็เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เช่นเดียวกัน การดูแลเด็กอย่างต่อเนื่องจะเกิดขึ้นได้ เมื่อผู้ดูแลได้รับการดูแลด้วย
🤍โรงเรียนจึงควรจัดระบบ Peer Support เพื่อให้ครูและบุคลากรมีพื้นที่พูดคุย แลกเปลี่ยน และรับฟังกันอย่างปลอดภัย พร้อมทั้งเปิดช่องทางให้เข้าถึงนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์ได้อย่างสะดวก โดยไม่รู้สึกว่าการขอความช่วยเหลือเป็นความอ่อนแอ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตนเองอย่างรับผิดชอบ
⚠️ข้อควรระวังในการสื่อสารและการเผยแพร่ข้อมูล
ขอความร่วมมือหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ภาพ คลิป หรือรายละเอียดของการก่อเหตุ รวมถึงข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนของเด็กและผู้เกี่ยวข้องได้ เพราะอาจซ้ำเติมความทุกข์ของผู้ได้รับผลกระทบ ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ (Copycat Effect/ Contagion Effect) ตามที่งานวิจัยด้านสื่อและความรุนแรงได้ชี้ให้เห็นอย่างต่อเนื่อง
🌈สุดท้ายนี้ สิ่งที่เด็กต้องการมากที่สุดในเวลานี้ อาจไม่ใช่คำอธิบายที่สมบูรณ์แบบ แต่คือ ผู้ใหญ่ที่สงบ รับฟัง และทำให้เด็กรู้ว่า "เด็กไม่ได้เผชิญเหตุการณ์นี้เพียงลำพัง" เพราะความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยคือจุดเริ่มต้นสำคัญของการเยียวยาบาดแผลทางใจ
💬หากท่านหรือคนใกล้ชิดกำลังรู้สึกทุกข์ใจหลังเหตุการณ์ และต้องการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ สามารถติดต่อ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ด้วยความห่วงใยและขอส่งกำลังใจไปยังเด็ก ครอบครัว ครู บุคลากร และทุกคนที่ได้รับผลกระทบ ขอให้ทุกท่านค่อย ๆ ก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก และได้รับการดูแลอย่างอบอุ่น ปลอดภัย และเปี่ยมด้วยความเข้าใจ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ผศ.ปรียานุช โชคธนวณิชย์ ชูพินิจ